อุตสาหกรรมแฟชั่นกับความรับผิดชอบต่อโลก: เบื้องหลังการผลิตและหนทางสู่การเปลี่ยนผ่าน
อุตสาหกรรมแฟชั่นที่รับผิดชอบต่อโลก คือระบบการออกแบบ ผลิต จำหน่าย และจัดการเสื้อผ้าที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนตลอดวงจรชีวิตสินค้า ไม่ใช่เพียงการเลือกใช้วัสดุที่ดูเป็นมิตรต่อธรรมชาติ รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกราวร้อยละ ๒–๘ และยังเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ สารเคมี และขยะจำนวนมาก การเปลี่ยนผ่านจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่เส้นใยและโรงงาน ไปจนถึงรูปแบบธุรกิจ การตรวจสอบแรงงาน และการใช้เสื้อผ้าซ้ำ บทความนี้อธิบายผลกระทบหลัก แนวทางการผลิตที่รับผิดชอบ ตัวอย่างการดำเนินงาน และสิ่งที่ผู้บริโภคกับธุรกิจสามารถทำได้
ผลกระทบของอุตสาหกรรมแฟชั่นต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
อุตสาหกรรมแฟชั่นหมายถึงเครือข่ายกิจกรรมที่เปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่น ตั้งแต่การเพาะปลูกหรือผลิตเส้นใย การปั่นด้าย ทอและย้อมผ้า การตัดเย็บ การขนส่ง การขาย ไปจนถึงการซ่อม ใช้ซ้ำ และกำจัดสินค้า องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอธิบายห่วงโซ่อุปทานเสื้อผ้าว่าเป็นระบบข้ามประเทศที่มีผู้ผลิตและผู้รับจ้างหลายระดับ ทำให้การติดตามผลกระทบและความรับผิดชอบทำได้ยาก
ผลกระทบไม่ได้เกิดในขั้นตอนเดียว การปลูกฝ้ายอาจใช้พื้นที่และน้ำมาก ขณะที่การผลิตเส้นใยสังเคราะห์พึ่งพาวัตถุดิบจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การย้อมและตกแต่งผ้าอาจปล่อยน้ำเสียหากบำบัดไม่เหมาะสม ส่วนการผลิตจำนวนมากและการใช้งานระยะสั้นเพิ่มแรงกดดันด้านขยะและทรัพยากร ด้านสังคม การแข่งขันด้านราคาและเวลาส่งมอบอาจส่งต่อความเสี่ยงไปยังแรงงาน ซึ่งอาจเผชิญค่าจ้างต่ำ ชั่วโมงทำงานยาว หรือสภาพงานไม่ปลอดภัย
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงาน
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงานที่ใช้ในโรงงาน การผลิตเส้นใยและสารเคมี ไปจนถึงการขนส่งและการดูแลเสื้อผ้า รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติประเมินว่า ภาคสิ่งทอและแฟชั่นมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ ๒–๘ ของโลก โดยช่วงประมาณการแตกต่างกันตามขอบเขตและวิธีคำนวณ ข้อมูลนี้ชี้ว่าการลดผลกระทบต้องทำทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ไฟฟ้าจากแหล่งหมุนเวียน และการลดการผลิตที่เกินความต้องการ
น้ำ สารเคมี และมลพิษจากการผลิตสิ่งทอ
การใช้น้ำและสารเคมีมีความสำคัญเป็นพิเศษในขั้นตอนเตรียมเส้นใย ฟอก ย้อม และตกแต่งผ้า น้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดอาจกระทบแหล่งน้ำและชุมชนโดยรอบ ขณะที่การซักเสื้อผ้าใยสังเคราะห์สามารถปล่อยเส้นใยขนาดเล็กลงสู่สิ่งแวดล้อม รายงานของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติในปี ๒๐๑७ ประเมินว่า การซักผ้าใยสังเคราะห์อาจเป็นแหล่งหนึ่งของไมโครพลาสติกในมหาสมุทร โดยตัวเลขที่เผยแพร่ในเวลานั้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓๕ ของไมโครพลาสติกขั้นต้นที่ลงสู่ทะเล ทั้งนี้ สัดส่วนดังกล่าวเป็นค่าประมาณจากแบบจำลองและไม่ควรตีความว่าเป็นสัดส่วนคงที่ในทุกพื้นที่หรือทุกปี
ขยะเสื้อผ้าและวงจรชีวิตที่สั้นลง
ขยะสิ่งทอเกิดเมื่อเสื้อผ้าถูกทิ้ง เผา หรือส่งไปกำจัดหลังการใช้งาน รวมถึงเศษผ้าจากการผลิต โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุว่าโลกผลิตขยะสิ่งทอประมาณ ๙๒ ล้านตันต่อปี ซึ่งสะท้อนทั้งปริมาณการผลิต การบริโภค และข้อจำกัดในการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยหลายชนิดปะปนกันหรือมีส่วนประกอบซับซ้อนมักรีไซเคิลได้ยาก การยืดอายุการใช้งาน ซ่อมแซม และออกแบบให้ถอดแยกวัสดุได้จึงเป็นส่วนสำคัญของการแก้ปัญหา
เมื่อเห็นภาพรวมของผลกระทบแล้ว คำถามต่อไปคือการผลิตแบบรับผิดชอบแตกต่างจากการกล่าวอ้างเรื่องความยั่งยืนอย่างไร และมีแนวทางใดที่ตรวจสอบได้จริง
การผลิตแฟชั่นอย่างรับผิดชอบ: หลักการและแนวทางที่ตรวจสอบได้
การผลิตแฟชั่นอย่างรับผิดชอบ คือการบริหารผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยข้อมูล เป้าหมาย และความรับผิดชอบที่ติดตามได้ ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกวัสดุและการออกแบบ ไปจนถึงเงื่อนไขการจ้างงาน การเปิดเผยข้อมูล และการจัดการสินค้าหลังการขาย แนวทางนี้ไม่เท่ากับการใช้วัสดุชนิดใดชนิดหนึ่งหรือการติดฉลากว่าเป็นมิตรต่อโลก เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา วิธีผลิต อายุการใช้งาน และระบบปลายทางร่วมกัน
วัสดุและการออกแบบที่คำนึงถึงวงจรชีวิต
การออกแบบที่คำนึงถึงวงจรชีวิตพิจารณาผลกระทบตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบจนถึงการซ่อม ใช้ซ้ำ หรือรีไซเคิล การเลือกวัสดุควรดูข้อมูลแหล่งผลิต การใช้น้ำและพลังงาน ความทนทาน การดูแลรักษา และความสามารถในการนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ใช่ดูเพียงคำว่า “ธรรมชาติ” หรือ “รีไซเคิล” บนฉลาก ตัวอย่างเช่น เส้นใยรีไซเคิลอาจช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ แต่ยังต้องพิจารณาการปนเปื้อน การใช้พลังงาน และคุณภาพเส้นใยที่ได้
แนวทางที่ใช้ได้จริง ได้แก่ ออกแบบให้ทนทานและซ่อมง่าย ลดการผสมเส้นใยหลายชนิดโดยไม่จำเป็น ใช้ชิ้นส่วนที่ถอดแยกได้ และพัฒนาระบบรับคืนสินค้า การประเมินวงจรชีวิตช่วยเปรียบเทียบทางเลือกอย่างเป็นระบบ แต่ผลการประเมินขึ้นอยู่กับสมมติฐานและขอบเขตที่กำหนด ธุรกิจจึงควรเปิดเผยวิธีคำนวณและข้อมูลสำคัญประกอบ
การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในโรงงาน
การผลิตที่มีประสิทธิภาพคือการลดการใช้พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบต่อหน่วยสินค้า พร้อมควบคุมมลพิษและของเสีย โรงงานสามารถเริ่มจากการวัดการใช้ทรัพยากร แยกประเภทน้ำเสีย ตรวจสอบการรั่วไหล ปรับปรุงเครื่องจักร และนำความร้อนหรือวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้เมื่อเหมาะสม การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียและการควบคุมสารเคมีต้องมีการตรวจสอบการทำงานจริง ไม่ใช่อาศัยเพียงเอกสารรับรอง
การลดผลกระทบในโรงงานยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแบรนด์กับผู้ผลิต เช่น การวางแผนคำสั่งซื้อที่คาดการณ์ได้ การให้เวลาผลิตเพียงพอ และการแบ่งปันต้นทุนการปรับปรุง หากแบรนด์กดราคาและเปลี่ยนคำสั่งซื้อบ่อย โรงงานอาจไม่มีทรัพยากรลงทุนในเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น
สิทธิแรงงานและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน
ความรับผิดชอบต่อแรงงานหมายถึงการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานและจัดให้มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย เป็นธรรม และปราศจากการบังคับใช้แรงงานหรือการเลือกปฏิบัติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศกำหนดหลักการพื้นฐานและสิทธิในการทำงาน ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการรวมตัว การขจัดแรงงานบังคับ การยกเลิกแรงงานเด็ก และการไม่เลือกปฏิบัติ ธุรกิจควรตรวจสอบทั้งโรงงานคู่สัญญาและผู้รับเหมาช่วง พร้อมจัดช่องทางร้องเรียนที่แรงงานเข้าถึงได้โดยไม่ถูกตอบโต้
การตรวจประเมินโรงงานเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ไม่สามารถยืนยันความรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง หากต้องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แบรนด์ต้องพิจารณาราคาและกำหนดส่งที่ตนเสนอ การชำระเงินตรงเวลา การเจรจาร่วมกับผู้ผลิต และการเยียวยาเมื่อพบการละเมิด หลักการชี้นำของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเน้นหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครอง ความรับผิดชอบของธุรกิจในการเคารพสิทธิ และการเข้าถึงการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบ
ความโปร่งใสและการตรวจสอบคำกล่าวอ้าง
ความโปร่งใสคือการเปิดเผยข้อมูลที่มีสาระต่อการประเมินผลกระทบ เช่น รายชื่อโรงงาน เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ วิธีคำนวณ ความคืบหน้า และข้อจำกัดของข้อมูล การเปิดเผยดังกล่าวช่วยให้ผู้บริโภค นักลงทุน และแรงงานตรวจสอบได้ แต่การมีรายงานหรือใบรับรองเพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าผลกระทบลดลงจริง
คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมควรระบุขอบเขตและหลักฐานชัดเจน เช่น สินค้าครอบคลุมส่วนใดของห่วงโซ่ ใช้มาตรฐานใด และเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลหรือช่วงเวลาใด คำกว้าง ๆ อย่าง “รักษ์โลก” หรือ “ยั่งยืน” หากไม่มีคำอธิบายอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเกินจริง การตรวจสอบโดยบุคคลที่สามและการเปิดเผยข้อจำกัดช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ
หลักการข้างต้นจะเกิดผลได้เมื่อเชื่อมกับรูปแบบธุรกิจที่ลดการพึ่งพาการผลิตสินค้าใหม่จำนวนมาก และสร้างแรงจูงใจให้เสื้อผ้าใช้งานได้นานขึ้น
เศรษฐกิจหมุนเวียนและรูปแบบธุรกิจทางเลือก
เศรษฐกิจหมุนเวียนในแฟชั่นคือการออกแบบระบบให้สินค้าและวัสดุมีคุณค่าอยู่ในระบบนานขึ้น ผ่านการใช้ซ้ำ ซ่อมแซม ขายต่อ แบ่งปัน และรีไซเคิล แนวคิดนี้ต่างจากการผลิตแล้วกำจัด ซึ่งใช้ทรัพยากรใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลไม่สามารถชดเชยการผลิตเกินความจำเป็นได้ทั้งหมด เพราะวัสดุบางชนิดรีไซเคิลยาก และกระบวนการเองก็ใช้ทรัพยากร
การซ่อม การขายต่อ และการใช้ซ้ำ
บริการซ่อมและตลาดสินค้ามือสองช่วยยืดอายุการใช้เสื้อผ้า ลดความจำเป็นในการซื้อสินค้าใหม่ และอาจสร้างรายได้จากสินค้าเดิม แบรนด์บางแห่งจัดบริการซ่อม รับคืน หรือขายสินค้ามือสองที่ผ่านการตรวจสภาพ แต่ผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่กับว่าสินค้ามือสองทดแทนการซื้อใหม่จริงหรือไม่ รวมถึงการขนส่งและการทำความสะอาดสินค้า
ผู้บริโภคก็มีบทบาทโดยเลือกซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะกับการใช้งาน ดูแลตามคำแนะนำ ซ่อมเมื่อทำได้ และส่งต่อเมื่อไม่ใช้แล้ว การใช้เสื้อผ้านานขึ้นเป็นมาตรการที่ตรงกับต้นเหตุด้านปริมาณการผลิต มากกว่าการซื้อสินค้าใหม่เพียงเพราะมีฉลากที่อ้างว่าดีกว่า
การรีไซเคิลเส้นใยและข้อจำกัดทางเทคนิค
การรีไซเคิลสิ่งทอแบ่งได้กว้าง ๆ เป็นการแปรรูปเชิงกลและเชิงเคมี การแปรรูปเชิงกลตัดหรือฉีกผ้าเป็นเส้นใยใหม่ แต่อาจทำให้เส้นใยสั้นลง ส่วนการแปรรูปเชิงเคมีพยายามแยกหรือคืนองค์ประกอบของวัสดุ แต่ต้องพิจารณาพลังงาน สารเคมี ต้นทุน และความพร้อมของระบบรับรวบรวม เสื้อผ้าที่ผสมเส้นใยหลายชนิด ซิป กระดุม หรือสารเคลือบอาจทำให้การแยกวัสดุซับซ้อนขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบให้รีไซเคิลง่ายและการแยกเก็บอย่างมีระบบจึงต้องพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีรีไซเคิล การระบุว่าสินค้า “รีไซเคิลได้” ไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำไปรีไซเคิลจริง หากไม่มีโรงงานรับซื้อ ระบบคัดแยก และตลาดรองรับวัสดุที่ได้
ตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านในระดับนโยบาย
สหภาพยุโรปกำหนดกรอบนโยบายยุทธศาสตร์สิ่งทอเพื่อความยั่งยืนและหมุนเวียน โดยมุ่งให้ผลิตภัณฑ์สิ่งทอมีความทนทาน ซ่อมได้ และรีไซเคิลได้มากขึ้น พร้อมพัฒนาระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิตและการจัดการขยะสิ่งทอ แนวทางนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านไม่ควรพึ่งความสมัครใจของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีมาตรฐาน กติกาตลาด และระบบจัดเก็บข้อมูลที่เทียบเคียงกันได้
ในภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายจึงควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ เปิดเผยข้อมูล และทบทวนแรงจูงใจทางการค้า เช่น จำนวนคอลเลกชันและปริมาณสั่งผลิต การเพิ่มสินค้ารีไซเคิลโดยไม่ลดการผลิตรวมอาจไม่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรอย่างที่คาดหวัง
แนวทางลงมือทำสำหรับธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริโภค
การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยหลายฝ่าย เพราะแบรนด์ควบคุมการออกแบบและคำสั่งซื้อ โรงงานมีบทบาทต่อวิธีผลิต รัฐกำหนดกติกาและระบบจัดการของเสีย ส่วนผู้บริโภคส่งสัญญาณผ่านการเลือกซื้อและการดูแลสินค้า อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ควรถูกโยนให้ผู้บริโภคฝ่ายเดียว เนื่องจากการตัดสินใจสำคัญจำนวนมากเกิดขึ้นก่อนสินค้าไปถึงร้านค้า
สิ่งที่ธุรกิจแฟชั่นควรเริ่มทำ
- จัดทำข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซ การใช้น้ำ สารเคมี ของเสีย และแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน
- ตั้งเป้าหมายที่มีกรอบเวลาและขอบเขตชัดเจน พร้อมรายงานความคืบหน้าและข้อจำกัด
- ปรับแผนการผลิตและการสั่งซื้อให้สอดคล้องกับความต้องการ ลดสินค้าคงเหลือและการทำลายสินค้าที่ยังใช้ได้
- ทำสัญญาและกำหนดราคาที่เอื้อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานและลงทุนปรับปรุงโรงงาน
- ออกแบบสินค้าให้ทนทาน ซ่อมได้ และแยกวัสดุได้ พร้อมพัฒนาระบบรับคืนที่มีปลายทางชัดเจน
- ตรวจสอบคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วยหลักฐานที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการสื่อสารเกินจริง
สิ่งที่ภาครัฐและผู้บริโภคทำได้
ภาครัฐสามารถกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการเปิดเผยข้อมูล ส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างที่รับผิดชอบ ควบคุมการจัดการน้ำเสียและสารเคมี และพัฒนาระบบเก็บรวบรวมขยะสิ่งทอ นโยบายควรคำนึงถึงผู้ผลิตรายย่อยและแรงงาน เพื่อไม่ให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านตกกับผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด
ผู้บริโภคช่วยได้ด้วยการซื้อเท่าที่จำเป็น เลือกสินค้าที่เหมาะกับการใช้งานและดูแลรักษาได้ ใช้เสื้อผ้าให้นาน ซ่อมหรือส่งต่อเมื่อยังมีคุณค่า และตั้งคำถามกับคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐาน การเลือกซื้ออย่างมีข้อมูลไม่ได้แก้ปัญหาทั้งระบบ แต่เมื่อเกิดควบคู่กับกติกาที่เข้มแข็งและการเปลี่ยนแปลงจากธุรกิจ ก็ช่วยสนับสนุนตลาดที่รับผิดชอบมากขึ้น
บทสรุป: เปลี่ยนแฟชั่นจากการผลิตมากไปสู่การสร้างคุณค่าให้นานขึ้น
เบื้องหลังอุตสาหกรรมแฟชั่นมีทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรและสารเคมี ขยะเสื้อผ้า และความเสี่ยงด้านสิทธิแรงงาน การผลิตอย่างรับผิดชอบจึงต้องทำมากกว่าการเลือกวัสดุชนิดใหม่ โดยเชื่อมโยงการออกแบบที่คำนึงถึงวงจรชีวิต การปรับปรุงโรงงาน การคุ้มครองแรงงาน ความโปร่งใส และเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าด้วยกัน
ตัวเลขการปล่อยก๊าซราวร้อยละ ๒–๘ และขยะสิ่งทอประมาณ ๙๒ ล้านตันต่อปีเป็นสัญญาณของขนาดปัญหา แม้ค่าประมาณจะแตกต่างตามขอบเขตการศึกษา แต่ข้อสรุปสำคัญชัดเจนว่า การผลิตและการบริโภคแบบเดิมสร้างแรงกดดันที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว ธุรกิจควรเริ่มวัดผลและรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน ภาครัฐควรวางกติกาที่ตรวจสอบได้ และผู้บริโภคควรยืดอายุการใช้เสื้อผ้า พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่มีหลักฐานรองรับ
การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้การซื้อเสื้อผ้าดูเป็นมิตรต่อโลกขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบที่ผลิตเท่าที่จำเป็น ให้คุณค่ากับแรงงาน ใช้ทรัพยากรอย่างระมัดระวัง และทำให้สินค้าแต่ละชิ้นมีชีวิตการใช้งานยาวนานขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ, ข้อมูลและรายงานเรื่องความยั่งยืนกับสิ่งทอและแฟชั่น: https://www.unep.org/
- องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ, แนวปฏิบัติสำหรับห่วงโซ่อุปทานเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าอย่างรับผิดชอบ: https://www.oecd.org/
- องค์การแรงงานระหว่างประเทศ, หลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงาน: https://www.ilo.org/
- สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ, รายงานเรื่องไมโครพลาสติกจากสิ่งทอและการซักผ้า ปี ๒๐๑๗: https://www.iucn.org/
- คณะกรรมาธิการยุโรป, ยุทธศาสตร์สิ่งทอที่ยั่งยืนและหมุนเวียน: https://environment.ec.europa.eu/
- สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, หลักการชี้นำว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: https://www.ohchr.org/
